“ผิวแตกลาย” เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนท้องหรือช่วงวัยแตกเนื้อหนุ่มสาว...
ในช่วงที่ผ่านมายากที่จะรักษาให้หายขาด แต่ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้
ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องง่ายในพริบตา
ผิวแตกลายเป็นภาษาทางการแพทย์ เรียกว่า “Striae” หรือ “Stretch Marks” พบได้บ่อยมาก ในระยะแรกที่มีการอักเสบจะเห็นเป็นรอยแตกสีแดงให้เห็นก่อน แต่
ต่อมาเมื่อการอักเสบหายไป รอยแตกสีแดงจะค่อย ๆ ปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เห็นเป็นเส้น ๆ
ตามรอยแตก บางส่วนของผิวหนังอาจพบเป็นรอยบุ๋มร่วมด้วย สาเหตุที่เกิดรอย
แตกลายนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผิวหนังมีการ
ยืดตัวออกอย่างกะทันหัน เมื่อผิวหนังถูกยืดออก เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินซึ่งอยู่
ในชั้นหนังแท้ซึ่งทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นกับผิวจึงเกิดการฉีกขาดตามไปด้วย นอกจากนี้ยังพบการฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ร่วมด้วย
จึงเกิดการอักเสบแดงให้เห็นบนผิวภายนอก แนวที่เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน
ฉีกขาดนี่เองที่ทำให้เห็นเป็นรอยแผลเส้นเล็ก ๆ บนผิว ผิวแตกลายพบได้หลายกรณี เช่น
ขณะตั้งครรภ์พบได้บ่อยถึง 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตั้งครรภ์
แล้วครรภ์โต อาจเป็นเพราะทารกในครรภ์ตัวโตหรือทารกแฝดก็จะมีโอกาสเกิดรอยแตก
บริเวณหน้าท้องได้สูงทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังพบได้ในนักเพาะกาย นักกีฬา ที่มวลกล้ามเนื้อ
โตขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเกิดรอยแตกบริเวณต้นแขนหรือหน้าอกได้ และยังพบในอีกหลาย
กรณี เช่น คนอ้วน หรือโรคประจำตัวบางอย่างที่ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หรือจากการรับประทานหรือทายาจำพวกสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ๆ...ปัญหาผิวแตกลาย
พบได้ในหลายตำแหน่งของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หน้าอก เต้านม
หรือต้นแขน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการยืดตัวของผิวในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีทางเลือกในการรักษาผิวแตกลายมากนัก ผู้ที่ประสบ
ปัญหานี้มักทิ้งรอยแตกลายไว้คล้ายรอยแผลเป็นซึ่งยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ วิธีที่
นิยมใช้กันคือการทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ เพื่อลอกหรือผลัดเซลล์ผิว
ชั้นบนออกไปเพื่อให้ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ ร่วมกับคาดหวังฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเส้นใย
คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ของกรดวิตามินเอนั่นเอง วิธีนี้ได้ผลบ้างเมื่อใช้กับรอยแตก
ในระยะแรก ๆ แต่มักไม่ได้ผลเมื่อรอยแตกนั้นปรากฏให้เห็นเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนี้
ต้องระวังในสตรีมีครรภ์ เพราะเชื่อว่ากรดวิตามินหากซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะมีผลต่อ
ทารกในครรภ์ ทำให้ทารกพิการหรือมีปัญหาโรคหัวใจได้ สูตินารีแพทย์จึงไม่แนะนำให้
ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอทาลดรอยแตกหน้าท้องขณะตั้งครรภ์ นอกจาก
กรดวิตามินเอแล้วยังมีกรดผลไม้ (AHA) หรือกรดแล็กติก (Lactic Acid) ที่ถูกนำมาเป็น
ส่วนผสมในครีมลดรอยแตกเพราะปลอดภัยกว่ากรดวิตามินเอ สตรีมีครรภ์สามารถ
ใช้ได้อย่างสบายใจ แต่รอยแตกก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน...
จากวิธีเดิม ๆ ที่เราพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง คราวนี้ลองมาดูเทคโนโลยีสมัยใหม่
ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษารอยแตกลายกันบ้าง
1. IPL (Intensed Pulsed Light) เป็นการใช้แสงความเข้มสูงที่มีความยาวคลื่น
ในช่วง 500 - 1,200 นาโนเมตรมายิงบริเวณรอยแตก ต้องใช้ความยาวคลื่นแสงในช่วง
500 - 700 นาโนเมตร ขณะยิงจะรู้สึกเจ็บคล้ายหนังสติ๊กดีดผิว ควรยิงแต่ละครั้งห่างกัน
ทุก 2 สัปดาห์อย่างน้อย 5 ครั้ง รอยแตกที่ได้ผลดีเมื่อรักษาด้วย IPL คือรอยแตก
ในระยะแรก ๆ ที่มีสีแดง แต่หากรอยแตกนั้นมีสีขาวซีด เป็นรอยแตกในระยะหลัง ๆ มักไม่ได้ผล ผลการศึกษาพบว่าวิธีนี้สามารถทำให้รอยแตกจางลงได้ประมาณ 40 - 50
เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับระยะของรอยแตกที่ปรากฏให้เห็น ค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,500
บาทต่อครั้ง
2. Nd-Yag Laser เลเซอร์ชนิดเอ็นดีแยคนี้มีหลายชนิดที่นำมาใช้รักษารอย
แตกลาย คือ Long-Pulsed Nd-Yag Laser ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 1,064 นาโนเมตร
โดยขณะยิงบนผิวที่มีรอยแตกจะรู้สึกอุ่น ๆ ควรทำห่างทุก ๆ 2 สัปดาห์อย่างน้อย 5 ครั้ง
เช่นเดียวกับแสงความเข้มสูง ได้ผลทั้งรอยแตกลายในระยะแรกและระยะหลัง ๆ พบว่า
การรักษารอยแตกลายด้วยวิธีนี้ได้ผลประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ค่าบริการประมาณ
2,000 -2,500 บาทต่อครั้ง
3. Carboxytherapy วิธีนี้เป็นวิธีการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปใน
ร่างกาย พบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ฉีดเข้าไปนี้สามารถกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
บริเวณผิว กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวทำให้ผิวตึงกระชับขึ้น นอกจากนี้
ยังช่วยสลายเซลล์ไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย วิธีคาร์บ๊อกซี่เทอราปีนี้จึงถูกนำมาใช้ใน
หลายกรณี เช่น สลายไขมันส่วนเกินตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นี้เข้าไปในชั้นไขมัน นอกจากนี้ยังได้ผลดีในการรักษาผิวแตกลายอีกด้วย
โดยอาศัยเทคนิคการฉีดก๊าซที่แตกต่างกัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ฉีดเข้าไปเพื่อ
รักษาผิวแตกลายนี้ต้องฉีดตื้น ๆ เข้าไปเพียงชั้นหนังแท้ตามแนวร่องแตกลายผิวหนัง
ขณะที่กำจัดไขมันส่วนเกินต้องฉีดก๊าซลึกเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง...การฉีดสามารถ
ฉีดได้สัปดาห์ละครั้ง อย่างน้อย 3 - 5 ครั้ง จากการศึกษาวิธีนี้ใช้ได้ผลดีประมาณ
70 - 80 เปอร์เซ็นต์ ค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,000 บาทต่อครั้ง
4. Dermochorella ฟังชื่อแล้วไม่คุ้นหูคุ้นตาสักเท่าไหร่ ไม่ใช่เครื่องสมัยใหม่
แต่เป็นสารที่สกัดได้จากสาหร่ายบริสุทธิ์ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล เพิ่งค้นพบและมี
งานวิจัยในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง คนไทยเรามักรู้จักและคุ้นหูเพียงสาหร่ายสไปรูไลนา
เท่านั้น ทราบไหมว่าสาหร่ายมีด้วยกันหลายชนิด มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในเรื่องของความสวยงาม เพราะสาหร่ายอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และ
แร่ธาตุหลากชนิด จึงเป็นอาหารผิวชั้นดีในการบำรุงผิวให้กลับมาสดใสมีชีวิตชีวา
อีกครั้ง แต่สาหร่ายแต่ละชนิดก็มีอาหารผิวไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่าย
ที่อยู่ในระดับความลึกของน้ำที่ไม่เท่ากัน แบ่งชนิดของสาหร่ายออกเป็น 4 กลุ่ม
ตามระดับความลึกจากบนน้ำไปถึงส่วนลึกของท้องทะเลได้ดังนี
- สาหร่ายสีน้ำเงิน (Blue Seaweed) : เป็นสาหร่ายที่อยู่บนผิวน้ำ เช่น สาหร่าย
สไปรูไลนา
- สาหร่ายสีเขียว (Green Seaweed) : สาหร่ายที่อยู่ลึกลงมาแต่ยังอยู่ส่วนบน ๆ
ของทะเล เช่น สาหร่ายฟูซัน สาหร่ายเอโอชา
- สาหร่ายสีน้ำตาล (Brown Seaweed) : สาหร่ายที่อยู่บริเวณส่วนกลางของทะเล
เช่น สาหร่ายเคลป์หรือสาหร่ายลามินาเรีย สาหร่ายโนโคซุม สาหร่ายซันคารินา
- สาหร่ายสีแดง (Red Seaweed) : สาหร่ายที่อยู่ในส่วนลึกสุดของทะเล เช่น
สาหร่ายดีสซีลาเรีย สาหร่ายซาไควเนีย
สาหร่ายที่เชื่อว่ามีวิตามินและเกลือแร่สูงคือสาหร่ายที่อยู่ในชั้นลึก ๆ ของท้องทะเล
|
Dermochorella เป็นโปรตีนที่สกัดได้จากสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งที่ชื่อ “Chorella
Microalgae” หรือ “Chorella Vulgaris” ข้อดีของโปรตีนสกัดนี้มีคุณประโยชน์มากมาย
เช่น ประกอบด้วยกรดแอมิโนจำเป็นซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเส้นใย
คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมา
ทดแทนส่วนที่เสื่อมสลายไป และโปรตีนชนิดนี้ยังออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยสลาย
ของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน กระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณผิว ทำให้ได้รับ
ออกซิเจนมากขึ้น และยังเพิ่มการสร้างสารที่ให้ความเนียนนุ่มชุ่มชื้นกับผิวในชั้นหนังแท้
อีกด้วย...จัดเป็นส่วนประกอบสำคัญสุดฮ็อตที่ถูกนำมาใช้ในครีมลดรอยแตกลายผิว
ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแถบยุโรป นิยมใช้ความเข้มข้นถึง 0.5 - 1 เปอร์เซ็นต์...ผลิตภัณฑ์
ที่มีสาร Dermochorella นี้ ประเทศไทยเรายังผลิตไม่ได้ มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจาก
ต่างประเทศ เช่น สเปน ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดที่มีสาหร่ายชนิดนี้อยู่มาก ผลการ
ศึกษาพบว่าหากทาครีมที่มีส่วนผสมของ Dermochorella นี้เพื่อลดรอยแตกลายวันละ
2 ครั้งภายใน 42 วัน ลอยแตกลายจะค่อย ๆ จางหายไปประมาณ 70 - 80 เปอร์เซ็นต์
เลยทีเดียว...เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีแก้ปัญหาผิวแตกลายสมัยใหม่ที่ไม่เจ็บตัว
|