
คำถาม
ดิฉันได้ยินจากเพื่อนว่าโบท็อกซ์มีส่วนผสมของสารสกัดที่ได้จากเซลล์หมู ทำให้ชาวมุสลิมกลัวไม่กล้าฉีด และประกาศห้ามใช้ในประเทศมาเลเซีย จริงหรือคะ
คำตอบ
กระแสข่าวของโบท็อกซ์ว่ามีส่วนผสมของสารที่ได้จากเซลล์หมูสร้างความตื่นตระหนก จนมีการสั่งห้ามชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซียไม่ให้ใช้โบท็อกซ์นั้นเกิดขึ้นจริงครับ แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวถึง เพราะโบท็อกซ์เป็นโปรตีนที่ได้จากท็อกซินของแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium Botulinum Type A เมื่อนำโปรตีนชนิดนี้มาฉีดเข้าในกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว จึงนำมาใช้แก้ริ้วรอยที่เกิดจากการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป อย่างรอยย่นที่หน้าผาก รอยตีนกา รอยย่นหัวคิ้วได้ โดยขณะที่เพาะเลี้ยงเจ้าเชื้อนี้ต้องอาศัยเอนไซม์ที่สกัดจากน้ำนมหมู เป็นส่วนหนึ่งในหารเพาะเชื้อให้เติบโต โดยไม่ได้มีเซลล์ของหมูมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และในขั้นตอนสุดท้ายที่แยกเอาเฉพาะส่วนโปรตีนที่ได้จากท็อกซินของเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ก็ไม่มีเอนไซด์ที่สกัดจากน้ำนมหมูปนเปื้อนมาด้วย จึงมั่นใจได้เต็มร้อยว่าโบท็อกซ์ไม่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ได้จากเซลล์หมูเหมือนที่กล่าวถึง กระบวนการผลิตโบท็อกซ์ที่ได้จากเชื้อแบคทีเรียคล้ายคลึงกับการผลิตยาบางชนิดอย่างเซฟาโลสปอริน (Cephalosporin) ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่สกัดได้จากเชื้อรา หรือแอมโฟเธอริซิน (Amphothericin) ยาฆ่าเชื้อราที่สกัดได้จากเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง
คำถาม
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่สนใจอยากฉีดโบท็อกซ์ เพราะเห็นเพื่อนไปฉีดมาใบหน้าดูตึงดีค่ะ ทราบว่าโบท็อกซ์มีหลายชนิด ของแท้ ไม่แท้ จะทราบได้อย่างไรคะ ให้ผลต่างกันหรือไม่
คำตอบ
โบท็อกซ์ไม่เหมือนแผ่นซีดีที่จะบอกว่าเป็นของแท้หรือของก็อปปี้ เพียงแต่ว่าโบท็อกซ์เป็นชื่อการค้า โดยในขวดโบท็อกซ์เองจะเป็นผงแห้งๆของโปรตีนที่ได้จากท็อกซินของเชื้อแบคทีเรีย Botulinum Type A
ในยุคแรกๆเรามีโบท็อกซ์ใช้เพียงยี่ห้อเดียว แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเกิดการผลิตแข่งขันกันมากขึ้น มีให้เลือกหลายยี่ห้อเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งของประเทศอังกฤษ หรืออย่างประเทศจีน ยอดนักก็อปปี้ก็มีแล้วเหมือนกัน ขณะที่โบท็อกซ์ต้นตำรับเป็นของอเมริกา มีการใช้มานานกว่า 15 ปี กว่า 75 ประเทศทั่วโลก หากต้องการรู้ว่าโบท็อกซ์ที่คุณหมอฉีดให้นั้นเป็นโบท็อกซ์ต้นตำรับของจริง คงต้องสังเกตขวดสักหน่อย ขวดมีฉลากออกสีม่วงๆและระบุบนฉลากชัดเจนว่า Botox หรืออาจซักถามจากคุณหมอโดยตรงก็ได้ว่าเป็นของอเมริกาหรือไม่ เพราะหากเป็นโบท็อกซ์จริง ราคาค่าฉีดมักสูงกว่ายี่ห้ออื่นๆเนื่องจากต้นทุนที่สูงกว่าและมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่จะได้รับ แพงกว่าสักนิด แต่เห็นผลและปลอดภัย เป็นเหตุผลที่น่าตัดสินใจเลือกมากกว่า

คำถาม
ผมเป็นคนที่มีรอยย่นบริเวณหน้าผาก รอยตีนกา เยอะมากครับ เพื่อนแซวบ่อย แฟนผมเลยให้ลองไปฉีดโบท็อกซ์เมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทำไมกับไม่ได้ผลเท่าที่ควรครับ
คำตอบ
โบท็อกซ์เป็นโปรตีนที่สกัดได้จากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัวมากเกินไป จึงสามารถนำมาแก้ปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากรอยย่นบริเวณหัวคิ้ว เริ่มเห็นผลหลังฉีดหนึ่งสัปดาห์โดยประมาณ จากนั้นร่างกายจะค่อยๆกำจัดออกไปจนหมด กล้ามเนื้อที่เคยทำให้คลายตัวก็จะค่อยๆกลับมาหดเกร็งตัวได้เหมือนเดิม จึงปรากฏริ้วรอยกลับมาได้ใหม่หลังฉีด 4 เดือนโดยประมาณ จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและภูมิต้านทานภายในร่างกายของแต่ละคนที่กำจัดออกไปได้เร็วหรือช้าต่างกัน กรณีฉีดแล้วไม่ได้ผลพบได้บ่อยครับกับหลายปัจจัย เช่น
- ฉีดผิดตำแหน่ง
- ฉีดถูกตำแหน่งแต่ปริมาณที่ฉีด (ยูนิตของโบท็อกซ์) น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณริ้วรอยที่มีอยู่เดิม
ทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อได้แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้ริ้วรอยหายไปได้อย่างชัดเจน
สารที่คุณหมอฉีดให้ควรมั่นใจว่าเป็นโบท็อกซ์ของแท้ครับ เพราะปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตหลายแห่งผลิตโปรตีนจากแบคทีเรียเช่นเดียวกับโบท็อกซ์ มีทั้งในประเทศยุโรป จีน แต่พบว่าประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์ยังเทียบเท่ากับโบท็อกซ์ของอเมริกาของแท้ไม่ได้ครับ
การฉีดโบท็อกซ์จึงควรฉีดกับคุณหมอที่มีประสบการณ์และสามารถซักถามได้ว่าเป็นโบท็อกซ์ของแท้จริงๆ
คำถาม
ริ้วรอยริมฝีปากก็มีครับ ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี
คำตอบ
ริ้วรอยบนริมฝีปากก็สามารถแก้ไขได้ด้วยโบท็อกซ์ แต่คนทั่วไปมักไม่ทราบเพราะคิดว่าโบท็อกซ์แก้ไขได้เฉพาะรอยย่นหัวคิ้ว หน้าผาก และรอยตีนกาเท่านั้น เนื่องจากริ้วรอยรอบริมฝีปากเกิดจากการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบช่องปากเช่นกัน มักพบได้บ่อยในคนที่สูบบุหรี่จัดหรือชอบทำปากจู๋จนติดเป็นนิสัย การฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณนี้จะฉีดเข้าไปในตำแหน่งที่เป็นลอนของกล้ามเนื้อรอบช่องปาก โดยใช้ปริมาณหรือยูนิตของโบท็อกซ์ไม่มากนัก เพราะหากฉีดมากเกินไป แม้จะทำให้ริ้วรอยรอบช่องปากหายไปได้จริง แต่จะเกิดปัญหาการดูดน้ำไม่ได้ กล้ามเนื้อรอบช่องปากเสมือนหูรูด เมื่อหูรูดหย่อน แรงดูดก็น้อย นอกจากนี้ยังทำให้น้ำลายไหลย้อยออกมาจากช่องปากได้อีกด้วย การฉีดในตำแหน่งนี้จึงต้องระมัดระวังมากกว่าการฉีดแก้ริ้วรอยทั่วไป

นับวันจะมีวิวัฒนาการสมัยใหม่มาช่วยแก้ปัญหาหรือจุดบกพร่องบนใบหน้าสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ในพริบตา หนึ่งในนั้นคือการใช้กรดไฮยาลูโรนิกนั่นเอง
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาร่องแก้มหรือเบ้าตาลึก แก้มตอบ คางบุ๋ม ไม่มีโหนกแก้ม มีรอยบุ๋มหรือหลุมแผลเป็นบริเวณใบหน้า ใช้เครื่องสำอางมาหลากหลายชนิดแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ กรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หายไปในพริบตา
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์กันเสียก่อน เพราะผิวหนังคนเราตามธรรมชาติก็มีกรดชนิดนี้แขวนลอยอยู่ในชั้นหนังแท้เช่นกัน ทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นดูอิ่มเอิบ แต่เมื่ออายุมากขึ้นผิวเสื่อมลง กรดไฮยาลูโรนิกก็ค่อยๆเสื่อสลายไป ทำให้ผิวขาดความนุ่มชุ่มชื้น เห็นร่องริ้วรอยบนผิว กรดชนิดนี้ต่างกับคอลลาเจนที่หลายๆคนรู้จัก เพราะคอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีนในชั้นหนังแท้ที่ทำให้ผิวตึงแข็งแรงคล้ายกับการขึงเต้นท์ เมื่อเส้นใยคอลลาเจนเสื่อมสลายไปเมื่ออายุมากขึ้นผิวจึงขาดความตึงกระชับ เกิดร่องริ้วรอยปรากฏให้เห็น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผิวเนียนนุ่มเหมือนกรดไฮยาลูโรนิก หลายๆท่านคงคุ้นหูกับเรื่องการฉีดคอลลาเจนแก้ริ้วรอย คอลลาเจนสังเคราะห์มักสกัดได้จากหนังแท้ของวัว ขณะฉีดค่อนข้างเจ็บ เพราะมีลักษณะค่อนข้างหนืดข้น ต้องฉีดในส่วนลึกของผิวหนัง เพราะหากฉีดตื้นอาจคลำได้เป็นก้อนแข็งๆไต้ผิว จึงเหมาะสำหรับที่จะใช้ฉีดในผิวชั้นลึก แก้ปัญหาร่องแก้มลึก แก้มตอบ คางบุ๋ม แต่ไม่ควรนำมาฉีดรอบดวงตาซึ่งผิวค่อนข้างบาง เพราะทำให้คลำได้เป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำ ข้อดีของคอลลาเจนสังเคราะห์คือ หลังฉีดอยู่ได้ประมาณ 5 ปี โดยไม่ต้องฉีดซ้ำ แต่หากต้องการแก้ข้อบกพร่องบนใบหน้าให้แลดูเป็นธรรมชาติ นอกจากปัญหาริ้วรอยที่ตื้นขึ้นได้หลังการฉีดแล้วยังทำให้ผิวเนียนนุ่มดูอิ่มเอิบขึ้นอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติอุ้มน้ำสูงมากถึงพันเท่า มิหนำซ้ำขณะฉีดเจ็บน้อยกว่าการฉีดคอลลาเจนสังเคราะห์ กรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์คือทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าหลังฉีดจะอยู่ได้ไม่นานเหมือนคอลลาเจน คือ 6-12 เดือนโดยประมาณ แต่ผลที่ได้รับก็จัดว่าเกินคุ้ม
การฉีดกรมไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์เข้าไปในผิวไม่ใช่เรื่องใหม่ของแพทย์ผิวหนังมีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศทั่วโลกนานนับสิบปี แต่มีวิวัฒนาการใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ในท้องตลาดมีให้เลือกใช้หลายชนิด มีชื่อทางการค้าต่างกันเช่น Restylane , Esthelis ,Hylaform โดย Restylane และ Esthelis เป็นกรดไฮยาลูโรนิกที่สกัดได้จากเชื้อแบคทีเรียขณะที่ Hylaform สงัดได้จากหงอนไก่ตัวผู้ แพทย์จะมีความพึงพอใจในการใช้กรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์แตกต่างกัน.... |